องค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย
ข่าวสารประชาสัมพันธ์จาก องค์การจัดการน้ำเสีย

หมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

อัพเดทล่าสุด

การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการก่อสร้างศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำเทศบาลตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 9.00 น. นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการก่อสร้างศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำเทศบาลตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี โดยมีนางสาวศุทธวดี ศิริยานนนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการน้ำเสีย 1 จากองค์การจัดการน้ำเสียพร้อมคณะ ให้การต้อนรับพร้อมนำเสนอข้อมูล และนำเยี่ยมชมการดำเนินงาน

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) นำชาวสงขลาร่วมงานบุญใหญ่สมโภช “เสาหลักเมืองสงขลา” ครบรอบ 179 ปี สืบสานวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ความดีงาม แทนคุณแผ่นดิน เสริมศิริมงคลให้ชีวิต

“นิพนธ์” นำชาวสงขลาร่วมงานบุญใหญ่สมโภช “เสาหลักเมืองสงขลา” ครบรอบ 179 ปี สืบสานวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ความดีงาม แทนคุณแผ่นดิน เสริมศิริมงคลให้ชีวิต เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลาถ.นางงาม อ.เมืองสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในพิธีสมโภชเสาหลักเมืองสงขลาครบ 179 ปี โดยมีนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางกัญจนา เกลี้ยงเกลา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา นางสุรียพรรณ์ ณ สงขลา นายวรณัฏฐ์ หนูรอต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวสงขลา เข้าร่วมภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 สำหรับความเป็นมาของเสาหลักเมืองสงขลา จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า เมืองสงขลาย้ายสถานที่ตั้งเมืองมาแล้ว 3 ครั้ง โดยเริ่มจาก เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง ซึ่งปรากฎหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายแห่ง แต่บ้านเมืองถูกทำลายจากภัยสงครามจนหมดสิ้น จึงย้ายเมืองมาตั้งที่ฝั่งแหลมสน แต่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และลักษณะภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ลาดชัน ไม่มีพื้นที่ราบเพียงพอในการขยายเมือง จึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งโดยข้ามทะเลมาอยู่ที่ฝั่งบ่อยาง ซึ่งเป็นเมืองสงขลาในปัจจุบัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 3 และในประชุมพงศาวตารได้ระบุความตอนหนึ่งว่า “ครั้น ณ วันเดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ เวลาเช้าเก้าโมง 1 กับ 10 นาที ได้ฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์ได้เชิญหลักไม้ชัยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา เป็นเสาหลักเมือง มีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้” ซึ่งตามปฏิทินสุริยคติตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2385 หรือเมื่อ 179 ปีมาแล้ว และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา รวมทั้งการตั้งถิ่นฐานของเมืองสงขลาในอดีต จึงเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๑๐ มีนาคมของทุกปีเป็น “วันสงขลา ” เพื่อระลึกถึงการสถาปนาเมืองสงขลาในยุคปัจจุบัน แม้ความจริงจะมี ประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม เพื่อให้ผู้ที่อาศัยบนแผ่นดินนี้ ทั้งที่เป็นถิ่นกำเนิด พักพิง ศึกษาเล่าเรียน และประกอบอาชีพอยู่ทุกหนแห่งในปัจจุบันได้ตระหนัก มีจิตสำนึก และนำมาซึ่งการรวมพลัง สร้างความรัก ความสามัคคีดำเนินกิจกรรมร่วมกันเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินสืบไป นอกจากนี้ ภายในศาลหลักเมืองสงขลา ยังมีองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องรักษาเมืองให้พ้นภัยพิบัติต่างๆ และเป็นที่เคารพสักการะ มีองค์เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เสี่ยงฮ๋องเหล่าเอี๋ย เจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา พระเสื้อเมือง โบ้เชงไต่เต่ พระหมอรักษา ตี่ฮู่อ๋องเอี๋ย เทพเจ้ารักษาโรค และเฉ่งจุ้ยจ้อ พระหมอเทพรักษาโรคภัยของชาวสงขลา ทั้งนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนศาลหลักเมืองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2478 และในทุกวันที่ 10 มี.ค.จะมีการจัดสมโภชเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) รุดสำรวจพื้นที่เสียหาย ต้นสนล้มหลังถูกคลื่นกัดเซาะในฤดูมรสุม เร่งประสานกรมโยธา-เจ้าท่า วางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างถาวร

เมื่อเวลา 10.30 น วันนี้(21 ก.พ.64) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เพื่อสำรวจบริเวณชายหาดที่ถูกคลื่นกัดเซาะ จนทำให้ต้นสนขนาดใหญ่ริมทะเลโค่นล้ม ได้รับความเสียหาย ณ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา โดยมีนายชัยพร นิยมแก้ว นายอำเภอเมืองสงขลา พร้อมด้วย นายเอกชัย ศิริพันธ์ รองประธานสภา อบจ.สงขลา ร่วมลงพื้นที่ นายนิพนธ์ รมช.มท.กล่าวว่า “วันนี้ได้ลงมาในพื้นที่ ที่ถูกคลื่นกัดเซาะชายฝั่งในบริเวณตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลาพร้อมด้วยนายอำเภอ และสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา ซึ่งได้นำมาดูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมรสุม โดยบริเวณนี้จะเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ทุกปี มีการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นเหตุให้ต้นสนซึ่งมีอายุกว่า 50 ถึง 70 ปีได้รับผลกระทบ ล้มเป็นแนวอย่างนี้ ดังนั้นในระยะอันใกล้นี้ ก็จะเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จะเรียนกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย รวมถึงปภ. มาพูดคุยหามาตรการในการแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งว่าจะมีการแก้ไขอย่างถาวรอย่างไร ไม่อย่างนั้นต้นสนที่เป็นธรรมชาติที่สวยงามของที่นี่ ก็จะถูกกัดเซาะตลอดไป และจะหามาตรการทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างไร ในการที่จะ ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติสิ่งเหล่านี้ไว้ และของใหม่ที่ทำก็ต้องไม่ให้มีผลกระทบกับธรรมชาติมากนัก อันนี้ก็จะดำเนินการต่อไป โดยจะขับเคลื่อนโครงการนี้ผ่านทางโครงการ “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะสั้นเท่าที่ดูต้องให้หน่วยงานเดิม ซึ่งทราบว่ามีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ทำความเข้าใจกับชุมชนยังไม่เรียบร้อย ซึ่งกรมเจ้าท่าก็มีงบประมาณอยู่ก้อนหนึ่ง แต่เกิดอะไรขึ้นยังไม่ทราบ ก็จะดูว่าจะมาแก้ไขอย่างไรไม่ให้ชายหาดแถวนี้ได้รับผลกระทบ ก็จะเร่งนัดทุกฝ่ายมาร่วมปรึกษากันอีกครั้งโดยเร็ว”

อ่านรายละเอียด

องค์การจัดการน้ำเสียจัดกิจกรรม “บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 องค์การจัดการน้ำเสียจัดกิจกรรม “บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยมี นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้บริหาร และพนักงานองค์การจัดการน้ำเสีย เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกและปลุกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ให้กับพนักงาน และลูกจ้างขององค์การจัดการน้ำเสีย ตามนโยบายการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จโดยอาศัยหลักธรรมาภิบาล นำหลักการกำกับดูแลที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน มุ่งสร้างวัฒนธรรม องค์กรโปร่งใส ต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) กำชับ ผู้ว่าฯนครศรี ป้องกันไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง หวั่นแล้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรง ห่วงผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากเร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือปชช.หลังโควิดฯคลาย พร้อมติดตามการทำงานคกก.ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จ.นครศรีฯ

นิพนธ์ กำชับ ผู้ว่าฯนครศรี ป้องกันไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง หวั่นแล้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรง ห่วงผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากเร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือปชช.หลังโควิดฯคลาย พร้อมติดตามารทำงานคกก.ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จ.นครศรีฯ เมื่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 1/2564 โดยมีนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม นายนิพนธ์ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างดี โดยจะติดตามความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ แต่ที่สำคัญเน้นย้ำขอให้เร่งรัดให้การเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวกับการอบรมสัมมนาให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ โดยให้คำนึงถึงการรักษาสุขอนามัยในการจัดกิจกรรมและความปลอดภัยในการบ้องกันโรคด้วย ส่วนผลผลิตทางการเกษตรขอให้ติดตามการขึ้นทะเบียนโครงการประกันรายได้ ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลัง โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชต้องหารือกันอย่างใกล้ขีดเพื่อวางแผนการผลิตและการขายร่วมกัน “ในส่วนของการเตรียมการแก้ไขปัญหาเรื่องสำคัญเร่งด่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้นั้น คือเรื่องการเตรียมการป้องกันแก้ไขไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ให้ได้มากที่สุดเพราะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่อย่างมากเนื่องจากครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัด โดยในเบื้องต้นให้มีอาสาสมัครแนวป้องกันไฟลงพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งสูบน้ำเข้าพื้นที่เพื่อหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นพื้นที่ป่าไว้ โดยผวจ. ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปสนับสนุนการดำเนินเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการเตรียมมาตรการเพื่อดูแลช่วยเหลือดูแลภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการอบรมสัมมนาที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนในเศรษฐกิจฐานรากได้เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บริหารแผนงานและงบพัฒนาจังหวัด ต้องเข้าไปบูรณาการร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆให้ทั่วถึงและรวดเร็ว”นายนิพนธ์กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้ง 10 นโยบายหลักคือ การแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดิน , การจัดสรรที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ผ่านคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) , การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน , ปัญหาด้านแรงาน , ปัญหาด้านการเกษตร, ปัญหายาเสพติด , การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ด้านการสร้างความสมานฉันท์การเคารพและเทิดทูนสถาบันในสถาบันการศึกษา , การขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นมรดกโลก , การแก้ไขปัญหาการจราจรวัดเจดีย์ อ.สิชล นอกจากนี้ยังได้ติดตามการดำเนินโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 3 โครงการ เป็นต้น รวมถึงต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนในการดูแลพี่น้องประชาชนช่วงโควิดได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการเร่งดำเนินการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย และการใช้งบประมาณเพื่อการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย

นิพนธ์ เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย เมื่อเวลา 10.30 น.วันนี้(18 ม.ค.64) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ พระบรมราชานุสรณ์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยวางพุ่มดอกไม้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และจุดธูปเทียนถวายราชสักการะ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในการวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย ซึ่งเป็นวันคล้ายวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็นวันยุทธหัตถี ทางราชการจึงได้จัดให้มีพิธีถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นเป็นประจำทุกปี

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) แถลงสรุปยอดอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายปีใหม่64 เกิดเหตุรวม 3,333 ครั้ง บาดเจ็บรวม 3,326 คน เสียชีวิตรวม 392 ราย สูงกว่าปีก่อน 19 ราย

นิพนธ์ แถลงสรุปยอดอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายปีใหม่64 เกิดเหตุรวม 3,333 ครั้ง บาดเจ็บรวม 3,326 คน เสียชีวิตรวม 392 ราย สูงกว่าปีก่อน 19 ราย จ.เชียงรายครองแชมป์ตายสูงสุด 18 ราย จ.เชียงใหม่แชมป์เกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดเปิดสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็ว 33.60% รองลงมาคือเมาแล้วขับ 33.06 และเกิดจากรถจยย.มากที่สุด เร่งแก้ไขสั่งจังหวัดที่เกิดเหตุถอดบทเรียนไม่ให้สูญเสียซ้ำ พร้อมขอบคุณจนท.ทุกฝ่าย ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อสร้างความสุขให้คนไทย เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2564 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 4 มกราคม 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 265 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 22 ราย ผู้บาดเจ็บ 271 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ลพบุรี (3 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (13 คน) ขณะที่สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ (29 ธ.ค.63 – 4 ม.ค. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,333 ครั้ง (ลดลงจากปี 2563 ผู้บาดเจ็บรวม 3,326 คน ผู้เสียชีวิตรวม 392 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 19ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 7 จังหวัด ได้แก่ นครนายก นราธิวาส น่าน แม่ฮ่องสอน ระนอง อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (115 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (18 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (117 คน) สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 33.60 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 33.06 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ได้แก่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 59.33 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 25.09 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.54 รถปิคอัพ ร้อยละ 6.19 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 65.7 7 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.80 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 27.45 นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 เปรียบเทียบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับปี 2563 การเกิดอุบัติเหตุ ลดลง 88 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ ลดลง 173 คน ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19 ราย ทั้งนี้สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และดื่มแล้วขับ รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ภายใต้กลไกของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนทุกระดับ ทั้งนี้ได้ให้จังหวัดถอดบทเรียนและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในเชิงลึกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมทั้งค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ภาคประชาชน จิตอาสา และอาสาสมัคร ขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและหมู่บ้าน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อคุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คือ ดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ตลอดจนปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็นรากฐานในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนในสังคมไทย ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นข้อมูลฐานเดียว ได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2562 มีจำนวน 17,176 ราย และในปี 2563 มีจำนวน 15,380 รายซึ่งเปรียบเทียบได้ว่าในปีนี้มีแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตที่เริ่มลดลงและเริ่มลดลงต่อเนื่องเมื่อเริ่มนับตั้งแต่ปี 2559 ที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 22,000 ราย อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงการสรุปภาพรวมการเสียชีวิตให้ครบเป็นข้อมูลสามฐานอีกครั้ง “ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร กลุ่มจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทาง ด้วยความทุ่มเท เสียสละ อดทน และเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนต่อไป”นายนิพนธ์กล่าว

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) นำชาวสงขลาร่วมงานบุญใหญ่สมโภช “เสาหลักเมืองสงขลา” ครบรอบ 179 ปี สืบสานวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ความดีงาม แทนคุณแผ่นดิน เสริมศิริมงคลให้ชีวิต

“นิพนธ์” นำชาวสงขลาร่วมงานบุญใหญ่สมโภช “เสาหลักเมืองสงขลา” ครบรอบ 179 ปี สืบสานวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ความดีงาม แทนคุณแผ่นดิน เสริมศิริมงคลให้ชีวิต เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลาถ.นางงาม อ.เมืองสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในพิธีสมโภชเสาหลักเมืองสงขลาครบ 179 ปี โดยมีนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางกัญจนา เกลี้ยงเกลา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา นางสุรียพรรณ์ ณ สงขลา นายวรณัฏฐ์ หนูรอต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวสงขลา เข้าร่วมภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 สำหรับความเป็นมาของเสาหลักเมืองสงขลา จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า เมืองสงขลาย้ายสถานที่ตั้งเมืองมาแล้ว 3 ครั้ง โดยเริ่มจาก เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง ซึ่งปรากฎหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายแห่ง แต่บ้านเมืองถูกทำลายจากภัยสงครามจนหมดสิ้น จึงย้ายเมืองมาตั้งที่ฝั่งแหลมสน แต่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และลักษณะภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ลาดชัน ไม่มีพื้นที่ราบเพียงพอในการขยายเมือง จึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งโดยข้ามทะเลมาอยู่ที่ฝั่งบ่อยาง ซึ่งเป็นเมืองสงขลาในปัจจุบัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 3 และในประชุมพงศาวตารได้ระบุความตอนหนึ่งว่า “ครั้น ณ วันเดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ เวลาเช้าเก้าโมง 1 กับ 10 นาที ได้ฤกษ์ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฎาจารย์พราหมณ์ได้เชิญหลักไม้ชัยพฤกษ์ลงฝังไว้ที่กลางเมืองสงขลา เป็นเสาหลักเมือง มีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้” ซึ่งตามปฏิทินสุริยคติตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2385 หรือเมื่อ 179 ปีมาแล้ว และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา รวมทั้งการตั้งถิ่นฐานของเมืองสงขลาในอดีต จึงเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๑๐ มีนาคมของทุกปีเป็น “วันสงขลา ” เพื่อระลึกถึงการสถาปนาเมืองสงขลาในยุคปัจจุบัน แม้ความจริงจะมี ประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม เพื่อให้ผู้ที่อาศัยบนแผ่นดินนี้ ทั้งที่เป็นถิ่นกำเนิด พักพิง ศึกษาเล่าเรียน และประกอบอาชีพอยู่ทุกหนแห่งในปัจจุบันได้ตระหนัก มีจิตสำนึก และนำมาซึ่งการรวมพลัง สร้างความรัก ความสามัคคีดำเนินกิจกรรมร่วมกันเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินสืบไป นอกจากนี้ ภายในศาลหลักเมืองสงขลา ยังมีองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องรักษาเมืองให้พ้นภัยพิบัติต่างๆ และเป็นที่เคารพสักการะ มีองค์เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เสี่ยงฮ๋องเหล่าเอี๋ย เจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา พระเสื้อเมือง โบ้เชงไต่เต่ พระหมอรักษา ตี่ฮู่อ๋องเอี๋ย เทพเจ้ารักษาโรค และเฉ่งจุ้ยจ้อ พระหมอเทพรักษาโรคภัยของชาวสงขลา ทั้งนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนศาลหลักเมืองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2478 และในทุกวันที่ 10 มี.ค.จะมีการจัดสมโภชเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) รุดสำรวจพื้นที่เสียหาย ต้นสนล้มหลังถูกคลื่นกัดเซาะในฤดูมรสุม เร่งประสานกรมโยธา-เจ้าท่า วางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างถาวร

เมื่อเวลา 10.30 น วันนี้(21 ก.พ.64) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เพื่อสำรวจบริเวณชายหาดที่ถูกคลื่นกัดเซาะ จนทำให้ต้นสนขนาดใหญ่ริมทะเลโค่นล้ม ได้รับความเสียหาย ณ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา โดยมีนายชัยพร นิยมแก้ว นายอำเภอเมืองสงขลา พร้อมด้วย นายเอกชัย ศิริพันธ์ รองประธานสภา อบจ.สงขลา ร่วมลงพื้นที่ นายนิพนธ์ รมช.มท.กล่าวว่า “วันนี้ได้ลงมาในพื้นที่ ที่ถูกคลื่นกัดเซาะชายฝั่งในบริเวณตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลาพร้อมด้วยนายอำเภอ และสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา ซึ่งได้นำมาดูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมรสุม โดยบริเวณนี้จะเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ทุกปี มีการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นเหตุให้ต้นสนซึ่งมีอายุกว่า 50 ถึง 70 ปีได้รับผลกระทบ ล้มเป็นแนวอย่างนี้ ดังนั้นในระยะอันใกล้นี้ ก็จะเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จะเรียนกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย รวมถึงปภ. มาพูดคุยหามาตรการในการแก้ไขปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งว่าจะมีการแก้ไขอย่างถาวรอย่างไร ไม่อย่างนั้นต้นสนที่เป็นธรรมชาติที่สวยงามของที่นี่ ก็จะถูกกัดเซาะตลอดไป และจะหามาตรการทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างไร ในการที่จะ ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติสิ่งเหล่านี้ไว้ และของใหม่ที่ทำก็ต้องไม่ให้มีผลกระทบกับธรรมชาติมากนัก อันนี้ก็จะดำเนินการต่อไป โดยจะขับเคลื่อนโครงการนี้ผ่านทางโครงการ “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะสั้นเท่าที่ดูต้องให้หน่วยงานเดิม ซึ่งทราบว่ามีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ทำความเข้าใจกับชุมชนยังไม่เรียบร้อย ซึ่งกรมเจ้าท่าก็มีงบประมาณอยู่ก้อนหนึ่ง แต่เกิดอะไรขึ้นยังไม่ทราบ ก็จะดูว่าจะมาแก้ไขอย่างไรไม่ให้ชายหาดแถวนี้ได้รับผลกระทบ ก็จะเร่งนัดทุกฝ่ายมาร่วมปรึกษากันอีกครั้งโดยเร็ว”

อ่านรายละเอียด

องค์การจัดการน้ำเสียจัดกิจกรรม “บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 องค์การจัดการน้ำเสียจัดกิจกรรม “บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยมี นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้บริหาร และพนักงานองค์การจัดการน้ำเสีย เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกและปลุกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ให้กับพนักงาน และลูกจ้างขององค์การจัดการน้ำเสีย ตามนโยบายการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จโดยอาศัยหลักธรรมาภิบาล นำหลักการกำกับดูแลที่ดีมาใช้ในการปฏิบัติงาน มุ่งสร้างวัฒนธรรม องค์กรโปร่งใส ต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) กำชับ ผู้ว่าฯนครศรี ป้องกันไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง หวั่นแล้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรง ห่วงผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากเร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือปชช.หลังโควิดฯคลาย พร้อมติดตามการทำงานคกก.ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จ.นครศรีฯ

นิพนธ์ กำชับ ผู้ว่าฯนครศรี ป้องกันไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง หวั่นแล้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรง ห่วงผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากเร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือปชช.หลังโควิดฯคลาย พร้อมติดตามารทำงานคกก.ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จ.นครศรีฯ เมื่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 1/2564 โดยมีนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม นายนิพนธ์ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างดี โดยจะติดตามความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ แต่ที่สำคัญเน้นย้ำขอให้เร่งรัดให้การเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวกับการอบรมสัมมนาให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ โดยให้คำนึงถึงการรักษาสุขอนามัยในการจัดกิจกรรมและความปลอดภัยในการบ้องกันโรคด้วย ส่วนผลผลิตทางการเกษตรขอให้ติดตามการขึ้นทะเบียนโครงการประกันรายได้ ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลัง โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชต้องหารือกันอย่างใกล้ขีดเพื่อวางแผนการผลิตและการขายร่วมกัน “ในส่วนของการเตรียมการแก้ไขปัญหาเรื่องสำคัญเร่งด่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้นั้น คือเรื่องการเตรียมการป้องกันแก้ไขไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ให้ได้มากที่สุดเพราะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่อย่างมากเนื่องจากครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัด โดยในเบื้องต้นให้มีอาสาสมัครแนวป้องกันไฟลงพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งสูบน้ำเข้าพื้นที่เพื่อหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นพื้นที่ป่าไว้ โดยผวจ. ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปสนับสนุนการดำเนินเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการเตรียมมาตรการเพื่อดูแลช่วยเหลือดูแลภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการอบรมสัมมนาที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนในเศรษฐกิจฐานรากได้เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บริหารแผนงานและงบพัฒนาจังหวัด ต้องเข้าไปบูรณาการร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆให้ทั่วถึงและรวดเร็ว”นายนิพนธ์กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้ง 10 นโยบายหลักคือ การแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดิน , การจัดสรรที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ผ่านคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) , การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน , ปัญหาด้านแรงาน , ปัญหาด้านการเกษตร, ปัญหายาเสพติด , การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ด้านการสร้างความสมานฉันท์การเคารพและเทิดทูนสถาบันในสถาบันการศึกษา , การขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นมรดกโลก , การแก้ไขปัญหาการจราจรวัดเจดีย์ อ.สิชล นอกจากนี้ยังได้ติดตามการดำเนินโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 3 โครงการ เป็นต้น รวมถึงต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนในการดูแลพี่น้องประชาชนช่วงโควิดได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการเร่งดำเนินการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย และการใช้งบประมาณเพื่อการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย

นิพนธ์ เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย เมื่อเวลา 10.30 น.วันนี้(18 ม.ค.64) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ พระบรมราชานุสรณ์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยวางพุ่มดอกไม้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และจุดธูปเทียนถวายราชสักการะ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในการวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย ซึ่งเป็นวันคล้ายวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็นวันยุทธหัตถี ทางราชการจึงได้จัดให้มีพิธีถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นเป็นประจำทุกปี

อ่านรายละเอียด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) แถลงสรุปยอดอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายปีใหม่64 เกิดเหตุรวม 3,333 ครั้ง บาดเจ็บรวม 3,326 คน เสียชีวิตรวม 392 ราย สูงกว่าปีก่อน 19 ราย

นิพนธ์ แถลงสรุปยอดอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายปีใหม่64 เกิดเหตุรวม 3,333 ครั้ง บาดเจ็บรวม 3,326 คน เสียชีวิตรวม 392 ราย สูงกว่าปีก่อน 19 ราย จ.เชียงรายครองแชมป์ตายสูงสุด 18 ราย จ.เชียงใหม่แชมป์เกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดเปิดสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็ว 33.60% รองลงมาคือเมาแล้วขับ 33.06 และเกิดจากรถจยย.มากที่สุด เร่งแก้ไขสั่งจังหวัดที่เกิดเหตุถอดบทเรียนไม่ให้สูญเสียซ้ำ พร้อมขอบคุณจนท.ทุกฝ่าย ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อสร้างความสุขให้คนไทย เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2564 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 4 มกราคม 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 265 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 22 ราย ผู้บาดเจ็บ 271 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ลพบุรี (3 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (13 คน) ขณะที่สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ (29 ธ.ค.63 – 4 ม.ค. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,333 ครั้ง (ลดลงจากปี 2563 ผู้บาดเจ็บรวม 3,326 คน ผู้เสียชีวิตรวม 392 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 19ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 7 จังหวัด ได้แก่ นครนายก นราธิวาส น่าน แม่ฮ่องสอน ระนอง อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (115 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (18 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (117 คน) สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 33.60 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 33.06 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ได้แก่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 59.33 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 25.09 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.54 รถปิคอัพ ร้อยละ 6.19 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 65.7 7 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.80 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 27.45 นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 เปรียบเทียบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับปี 2563 การเกิดอุบัติเหตุ ลดลง 88 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ ลดลง 173 คน ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19 ราย ทั้งนี้สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และดื่มแล้วขับ รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ภายใต้กลไกของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนทุกระดับ ทั้งนี้ได้ให้จังหวัดถอดบทเรียนและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในเชิงลึกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมทั้งค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ภาคประชาชน จิตอาสา และอาสาสมัคร ขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและหมู่บ้าน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อคุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คือ ดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ตลอดจนปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็นรากฐานในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนในสังคมไทย ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นข้อมูลฐานเดียว ได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2562 มีจำนวน 17,176 ราย และในปี 2563 มีจำนวน 15,380 รายซึ่งเปรียบเทียบได้ว่าในปีนี้มีแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตที่เริ่มลดลงและเริ่มลดลงต่อเนื่องเมื่อเริ่มนับตั้งแต่ปี 2559 ที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 22,000 ราย อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงการสรุปภาพรวมการเสียชีวิตให้ครบเป็นข้อมูลสามฐานอีกครั้ง “ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร กลุ่มจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทาง ด้วยความทุ่มเท เสียสละ อดทน และเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนต่อไป”นายนิพนธ์กล่าว

อ่านรายละเอียด